Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 

นักเขียนนักแปล

ประวัตินักเขียน

1)       หนูแยม: สวัสดีค่ะ หนูแยมขอเป็นตัวแทนชาวแจ่มใสมาพูดคุยทำความรู้จักนักแปลคนเก่ง ที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวสนุกๆ น่าประทับใจจากต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยให้เราได้อ่านกันนะคะ อันดับแรกก็ต้องแนะนำตัวกันสักนิดค่ะ ในวงการใช้นามปากกาว่าอะไรบ้างคะ หรือจะแนะนำชื่อจริงก็ไม่ว่ากันนะ
นักแปล: สวัสดีค่า ใช้นามปากกาว่า “ปุยเมฆ” นะคะ แรกเริ่มทีเดียวแปลประจำซีรีส์คุกกี้ค่ะ หลังๆ ก็เริ่มขยับขยายมาทาง “มากกว่ารัก” บ้าง แต่เนื่องจากภารกิจงานประจำรัดตัว ผลงานช่วงหลังเลยแลดูประปรายนิดนึงค่ะ ^^
2)       หนูแยม: นามปากกาเก๋ๆ แบบนี้ มีที่มาจากไหนหรือคะ
นักแปล:  อันที่จริงก่อนที่จะเริ่มแปลให้แจ่มใส เคยแปลนวนิยายมาบ้างเล็กน้อยนะคะ ตอนนั้นใช้ชื่อจริงด้วย แต่พอมาร่วมงานกับแจ่มใส ดูจากเทรนด์แล้วนักแปลชอบใช้นามปากกากัน และมักเป็นนามปากกาสั้นๆ ความยาวราว 2-3 พยางค์เสียด้วย ก็เลยนั่งคิด นอนคิด แล้วก็ได้ออกมาเป็นชื่อนี้ค่ะ พอดีหลานๆ ซึ่งเป็นลูกพี่สาวเราจะตั้งชื่อเป็นแนวธรรมชาติ อาอี๊จึงเลียนแบบค่ะ เลยได้คำว่า “เมฆ” มา ส่วน “ปุย” นั้นเสียงใกล้เคียงกับชื่อเล่นของเราเองค่ะ เลยเอามารวมกัน เป็น “ปุยเมฆ” อย่างที่เห็น
3)       หนูแยม: ปกติแล้วแปลแนวอะไรบ้างคะ และคิดว่าแนวที่แปลมีเสน่ห์ยังไงบ้าง
นักแปล: เริ่มแรกแปลซีรีส์คุกกี้ (cookie) ค่ะ สมัยนั้น (โอ่ว ฟังดูยาวนานมาก อันที่จริงก็แค่ราวๆ สามสี่ปีนะ ^^) จุดเด่นของคุกกี้สำหรับนักแปลคือ สั้นดีค่ะ (เหอๆ) ทำแล้วรู้สึกสบายใจไร้แรงกดดันเรื่องเดดไลน์ดี  สำหรับเนื้อหานิยายในซีรีส์นี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นความรักของสาวๆ วัยทำงาน (ไม่ได้เขียนว่า “หนุ่มสาว” เพราะแทบทุกเล่มตัวเอกเป็นผู้หญิงอะเนาะ) นานๆ ทีมีวัยเรียนโผล่มาประปราย ฉากหลังก็แล้วแต่เลยค่ะ ส่วนใหญ่อยู่ในไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน แต่บางทีก็ย้ายฉากไปอยู่ต่างประเทศ หรือประเทศสมมติกันบ้างเหมือนกัน เนื้อเรื่องก็กุ๊กกิ๊กหวานแหววน้ำตาลขึ้น และจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง มีบทอัศจรรย์ให้ลุ้นหน้าแดงกันประปรายพอเป็นกระษัยค่ะ  สำหรับแนว “มากกว่ารัก” นั้น อันที่จริงส่วนตัวคิดว่าธีมคล้ายกับคุกกี้นะคะ แต่ต่างกันตรงที่ซีรีส์นี้ฉากหลังย้อนยุค ดังนั้นเนื้อเรื่อง เหตุการณ์ ตัวละคร ฯลฯ จึงปรับสภาพไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เวลาแปลก็จะต้องค้นศัพท์เชิงวัฒนธรรมเยอะหน่อยค่ะ ดังนั้นพวกยาวิเศษ อำนาจวิเศษ กำลังภายใน ฯลฯ จึงปรากฏให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว
4)       หนูแยม: นอกจากงานแปลแล้ว ทำงานอื่นควบคู่ไปด้วยหรือเปล่าคะ แล้วต้องแบ่งเวลาทำงานยังไงบ้าง
นักแปล: นอกจากงานแปล ทำงานประจำเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยค่ะ วิชาที่สอนก็ภาษาจีนนั่นล่ะ ข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคือเวลาทำงานค่อนข้างจะยืดหยุ่น ดังนั้นจึงหาเวลาว่างมาปั่นต้นฉบับได้เรื่อยๆ ค่ะ แต่ก็จะกลายเป็นว่ามีเวลาส่วนตัวน้อยกว่าคนอื่นเขาน่ะนะคะ แต่ทำไงได้ล่ะเนอะ
5)       หนูแยม: เวลาทำงานเครียดๆ มีวิธีจัดการกับความเครียดยังไงคะ
นักแปล: เวลาเครียดเหรอคะ นอนค่ะ!นอนเป็นกิจกรรมหลักที่ทำเวลาเครียด นอกจากนี้ก็จะมี ช็อปปิ้ง (ทั้งแบบออนไลน์และในห้างสรรพสินค้า) จะสังเกตได้ว่าช่วงไหนงานรัดตัว เคร่งเครียด เสื้อผ้าจะพอกพูนเป็นพิเศษค่ะ
6)       หนูแยม: คิดว่าการแปลนิยายให้อะไรกับเราบ้างคะ
นักแปล: ตอบแบบโลกสวยคือ ให้ความสุขใจ ให้ความรื่นรมย์ ให้โอกาสตัวเองในการเพิ่มพูนทักษะภาษา (ทั้งจีนและไทย) เพิ่มพูนความรู้รอบตัว เพิ่มจินตนาการ ฯลฯ ค่ะ         ตอบแบบโลกแห่งความเป็นจริงคือ ให้เงินค่ะ! แต่ช้าก่อนนะคะ การแปลมันก็มีหลายแบบ อันที่จริงแปลเอกสารน่าจะได้รับทรัพย์มากกว่า แต่ทำไมเราถึงเลือกแปลนิยายเป็นหลักล่ะ? ก็เพราะการแปลนิยายมันให้สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในคำตอบโลกสวยนั่นเองค่ะ :P
7)       หนูแยม: โดยส่วนตัวแล้ว ชอบอ่านเรื่องแนวไหน หรือชอบตัวละครแบบไหนเอ่ย
นักแปล: ส่วนตัวชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนค่ะ แต่พอดีหนังสือแปลภาษาจีนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีแนวนี้เนอะ จะเป็นแนวพาฝัน แฟนตาซีเสียมากกว่า แต่ถ้าเป็นนิยายรักแล้วล่ะก็ ชอบแนวสมเหตุสมผล ตัวละครไม่ต้องเพอร์เฟคมากค่ะ ชอบตัวละครที่มีมิติ ถ้าเป็นประเภทชายขอบ มีปมปัญหาสักหน่อยจะดีมากค่ะ ทำนองแปลกแต่เก่งและฉลาดมาก คล้ายๆ ลิสเบธ ซาลันเดอร์ (Lisbeth Salander) ในหนังเรื่อง The Girl with the Dragon Tattoo ค่ะ :P
8)       หนูแยม: อยากให้นิยาม ‘ความสุข’ ในแบบของตัวเองหน่อยค่ะ
นักแปล: ความสุขในแบบของเราคือ ความสงบ สมดุล ไม่เร่งรีบหรือเร่งร้อนค่ะ
9)       หนูแยม: ถ้าหากเพื่อนๆ ที่อ่านอยู่อยากเป็นนักแปลบ้าง ควรเริ่มต้นยังไงดีคะ
นักแปล: อันดับแรกคืออ่านหนังสือเยอะๆ ค่ะ นักแปลที่ดีควรมีความรู้รอบตัวให้มากและหลากหลาย หนังสือที่อ่านก็ควรจะครอบคลุมทั้งภาษาต้นทาง (เช่นในกรณีของเราคือภาษาจีน) และภาษาปลายทาง (ซึ่งก็คือภาษาไทยนั่นเอง) ไม่ควรจำกัดการอ่านเฉพาะหนังสือประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่ควรกระจายตัวอย่างทั่วถึงค่ะ การอ่านนอกจากจะทำให้เราได้ความรู้ พัฒนาทักษะภาษาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการเขียนในทางอ้อมด้วยนะคะ ซึ่งการเป็นนักแปลที่ดีนั้น ทักษะการเขียนก็ขาดไม่ได้เช่นกันค่ะ
10)   หนูแยม: สุดท้าย อยากฝากอะไรถึงนักอ่านแจ่มใสบ้างคะ
นักแปล: ขอให้นักอ่านทุกท่านอ่านหนังสืออย่างมีความสุขนะคะ หนังสือคือประตูสู่ความสุขค่ะ ^___^



ไม่พบข้อมูล
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected][email protected]ะนี้: 322 ท่าน

Line PM